การจัดการความรู้กับการประกันคุณภาพการศึกษา
การจัดการประกันคุณภาพในสถาบันการศึกษาเพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งจากการรับรู้ตนเอง
เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและให้ได้รับการรับรองจากผู้ประเมินนั้น ผู้รับผิดชอบด้านการประกันคุณภาพจะต้องมีการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ก่อให้เกิดการรวบรวมความรู้ การจัดเก็บความรู้ การถ่ายทอดความรู้และการประยุกต์ใช้ความรู้นั้น ต้องมีการรวบรวมความรู้ ที่ได้แยกเป็นประเภทใหญ่ได้ 2 ประเภท คือ Tacit knowledge หรือความรู้ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน ยากจะถ่ายทอดออกมาเป็นข้อความหรือตัวหนังสือหรือสื่อต่างๆ เป็นความรู้ที่อยู่กับตัวบุคคล เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล และ Explicit knowledge คือความรู้ที่มีกฎเกณฑ์ สามารถเขียนหรือใช้สื่อเขียนแทนได้ การเกิดขึ้นของความรู้เกี่ยวข้องกับกลไกในสมองด้วย ซึ่งความรู้ที่เกิดขึ้นในการประกันคุณภาพมีทั้งความรู้ที่เป็น Tacit knowledge และ Explicit knowledge ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการแปรเปลี่ยนจาก Tacit knowledge เป็น Explicit knowledge โดยอาจใช้เทคโนโลยีช่วยในการจัดเก็บความรู้ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดความรู้ให้บุคลากรในหน่วยงานต่างๆ ได้เรียนรู้เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนากระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาในหน่วยงานของตน นอกจากนี้การดำเนินการรวบรวมเอกสารเพื่อการจัดทำรายงานการประเมินตนเอง (SAR) ก็เป็นกระบวนการในการรวบรวมความรู้ และจัดเก็บความรู้ ส่วนการตรวจติดตามหรือการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ซึงเป็นการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างหน่วยงานในการเข้ามาตรวจการประกันคุณภาพในหน่วยงานอื่นนั้น เป็นการถ่ายทอดความรู้ทั้งที่เป็น Tacit knowledge และ Explicit knowledge ทำให้เห็นความแตกต่างทั้งด้านการปฏิบัติ แนวคิด วิธีการ ที่แต่ละหน่วยงานจัดทำขึ้น รวมทั้งคำแนะนำต่างๆ ที่เสนอแนะข้ามสายงานนั้น จะทำให้ผู้ตรวจประเมินภายในจะเกิดแนวคิดและมุมมองใหม่ และนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการประกันคุณภาพการศึกษาในหน่วยงานของตนเอง ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ส่งผลต่อการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับสถาบัน ซึ่งส่งผลต่อการได้รับการรับรองหรือรักษาระดับผลการรับรองการประกันคุณภาพการศึกษา จาก สมศ. อีกด้วย
ดังนั้นผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะศึกษาวิธีการการจัดการความรู้เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาด้านการประกันคุณภาพ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ความรู้ในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างเกิดผลที่ชี้วัดได้ คือ ผลการประเมินคุณภาพ ว่าสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้ที่เกี่ยวกับด้านการประกันคุณภาพ เพื่อรักษาคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับผลการประเมินจึงต้องมีการจัดการความรู้ด้านประกันคุณภาพอย่างชัดเจนนั้น ได้มีแนวปฏิบัติอย่างไร มีปัจจัยใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อการจัดการความรู้เพื่อส่งผลต่อการประกันคุณภาพโดยเฉพาะ เพื่อให้ผลการรับรองมาตรฐานสถาบันการศึกษา ซึ่งมาจากผลการประเมินคุณภาพการศึกษา ที่ สมศ.รับรอง ยังคงมีผลต่อไป
การทบทวนวรรณกรรม
การจัดการความรู้ที่จะให้เกิดผลลัพธ์ของการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับองค์การในการที่จะหาหนทางที่ดีที่สุดในการจัดการความรู้ในองค์การ (Lubit, R., 2001 : 164-178) โดยองค์ความรู้จะเป็นทรัพยากรหนึ่งที่สำคัญขององค์การที่จะนำไปสู่ผลการดำเนินการที่มีคุณภาพขององค์การ (Xu and Quaddus, 2005, 362-373) นอกจากนี้ความรู้ยังเป็นทางเลือกสุดท้ายจากหลายทางเลือกที่มีที่จะช่วยให้องค์การสามารถแข่งขันได้ โดยที่ความสำเร็จขององค์การจะต้องมาจากการสร้างความรู้ใหม่อยู่เสมอ การเผยแพร่ความรู้ และการประยุกต์ความรู้ไว้ในสินค้าและเทคโนโลยี ซึ่งจะก่อให้เกิดนวตกรรมใหม่ ส่งผลให้องค์การอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนแต่มิใช่กระทำเพียงครั้งเดียวต้องมีกระบวนการอย่างต่อเนื่อง (Nonaka, 1991)
ซึ่งมีนักวิชาการได้นำเสนอแนวคิดและผลการวิจัย ในการที่จะทำให้การจัดการความรู้ใน
องค์การเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งมีหลายแนวคิด อาทิ Sabherwal and Becerra-Fernandez (2003) ได้เสนอแนวคิด ในการการเริ่มต้นการจัดการความรู้ในองค์การว่าควรเริ่มจากองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ การค้นหา (discovered) การรวบรวม (captured) การแบ่งปันหรือการถ่ายทอด (share) และการประยุกต์ใช้ (apply) นอกจากนี้ Alavi and Leidner (2001) ได้เสนอว่า การจัดการความรู้ที่มาบทบาทที่ชัดเจนและมีความเป็นอิสระต่อกันนั้น มี 4 องค์ประกอบ คือ การสร้างความรู้ (create) การจัดเก็บความรู้ (storage) การนำความรู้ไปใช้ (retrieval)การถ่ายทอดความรู้ (transfer) และการประยุกต์ใช้ (application) ซึ่งก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่กับแนวคิดแรกในด้านการให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้และการนำความรู้ไปใช้ แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาระบบการจัดการความรู้ ของ Murrey (2005) ได้ศึกษาระบบการจัดการเอกสารที่จำเป็นต่อระบบการจัดการความรู้พบว่าจะต้องมีการอำนวยความสะดวกในการรวบรวมความรู้ การจัดเก็บความรู้ การนำความรู้ไปใช้และส่วนที่เพิ่มเติมคือ การนำความรู้กลับไปใช้ (reuse knowledge) ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาตัวแปรที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเพื่อค้นหาตัวแปรที่เหมาะสมในการวิจัยครั้งนี้ โดยทำการศึกษาเอกสารและได้ตัวแปรที่น่าสนใจ 4 ตัว ดังนี้
การรวบรวมความรู้ (acquistion)
หน้าที่ของบุคคลในองค์การทุกระดับ คือ การค้นหาและเปิดเผยความรู้ระหว่างกัน ในองค์การ ซึ่งจะช่วยให้เห็นจุดอ่อนและจุดแข็งขององค์การ (Freeze, R.D. and Kulkarni, U. 2007) โดยองค์การจะต้องใช้ความสามารถในการกำหนดกระบวนการ ในการค้นหาและรวบรวมความรู้ โดยจะระบบการสะสมความรู้และเข้ายึดเกาะความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ ทั้งในตัวบุคคลและจากสภาพแวดล้อม (Ju, Li and Lee, 2006; Cui, Griffith and Cavusgil, 2005)
การจัดเก็บความรู้ (capture)
ความรู้ที่รวบรวมได้ต้องมาทำการจัดหมวดหมู่ จัดกลุ่ม เพื่อเก็บรวบรวมให้เป็นระบบ เพื่อสะดวกต่อการเรียกหาเพื่อนำไปใช้ โดยปัจจุบันใช้ระบบเทคโนโลยีมาประยุกต์เพื่อการจัดเก็บองค์ความรู้ โดยใช้ internet และ intranet ช่วยในการจัดเก็บข้อมูลที่ได้จากทั้งภายในและภายนอกองค์การ (Freeze, R.D. and Kulkarni, U. 2007) โดยข้อมูลที่ได้มานั้นอาจมาจากการที่องค์การสร้างสรรค์หรือรวบรวมจากการระดมสมองของคนในองค์การ เพื่อจัดเก็บฐานความรู้ ซึ่งจะเป็นทรัพยากรที่สำคัญขององค์การต่อไป (Karkoulian, Halawi and McCarthy, 2008; Davenport and Prusak, 1998) นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากทั่วทั้งองค์การควรที่จะมีการจัดระบบข้อมูล มีการวิเคราะห์ข้อมูล และสร้างเป็นข้อมูลที่ทรงคุณค่าขององค์การ ที่สามารถนำไปใช้เพื่อเกิดประสิทธิภาพในการแข่งขันขององค์การทั้งในระยะสั้นและระยะยาว (Liu, Chen and Tsai, 2004)
การถ่ายทอดหรือแบ่งปันความรู้ (share)
การจัดการความรู้ต้องมาจากการเรียนรู้ การถ่ายทอดหรือแบ่งปันความรู้ และให้ความรู้ที่ได้รับเกิดการตอบสนองต่อการปฏิบัติงาน (Sin, Tse and Yim, 2005) ซึ่งจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมในการถ่ายทอด (Al-Athari and Zairi, 2001) แม้ว่า หลายคนในองค์การไม่อยากแบ่งปันความรู้แก่ผู้อื่นเพราะกลัวถูกลดความสำคัญลง หลังจากทีได้แบ่งปันความรู้ให้แก่บุคคลอื่นในองค์การจนหมดแล้ว ซึ่งการแบ่งปันความรู้จำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการปรับความเข้าใจ (Lubit, R.,2001 : 164-178)
การประยุกต์ใช้ความรู้ (apply)
การจัดการระบบความรู้ให้ประสบผลสำเร็จนั้น จะต้องศึกษาและค้นหาถึงสภาพของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้หรือชุมชนการเรียนรู้และสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ เพื่อให้การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้นั้นเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะแหล่งความรู้ภายนอก ได้แก่ ลูกค้า สมาคมธุรกิจการค้า และที่ปรึกษาธุรกิจ (Thomas, Kellogg and Erickson, 2001) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Lin and Kuo (2008) ที่กล่าวไว้ว่าการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนา มิใช่นำความรู้มาใช้เพียงอย่างเดียว
จะเห็นได้ว่า การจัดการความรู้ (Knowledge management) คือ การรวบรวม การสร้าง การ
จัดระเบียบ แลกเปลี่ยน และประยุกต์ใช้ความรู้ในองค์กร โดยพัฒนาจาก ข้อมูล ไปสู่การวิเคราะห์ และจัดระบบการจัดเก็บโดยใช้สารสนเทศ เพื่อให้เกิดแหล่งสะสมความรู้ และนำไปใช้เพื่อเกิดปัญญาที่นำไปสู่การพัฒนาองค์การ เพื่อความสามารถในการแข่งขันและความอยู่รอดขององค์การในที่สุด